เปิดเกมรุก ยักษ์เล็ก “แอสคอน”

สลัดภาพ “ทุนการเมือง”
เร่งโตปูฐาน “งานรัฐ”

แม้จะไม่ใช่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโดยรวมซบเซา “แอสคอน” กลับโดดเด้งขึ้นมาอย่างน่าจับตา

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายสำนัก ประเมินว่าปีนี้ “แอสคอน” จะมีการเติบโตของรายได้ไม่ต่ำกว่า 80% หาได้ไม่ง่ายนัก ควานหาทั้งตลาดหลักทรัพย์ อาจมีบริษัทที่มีการเติบโตของรายได้ระดับนี้ไม่ถึง 5 บริษัท แม้จะเป็นผู้รับเหมา “ดาวรุ่ง” แต่เบื้องหน้า เบื้องหลังของ “แอสคอน” ถูกจับตาเป็นพิเศษ ฐานพัวพันกับ “ทุนการเมือง”

ยิ่งถ้าติดตามลวดลายการขยายธุรกิจของ “แอสคอน” ยิ่งต้องมีคำถามตาม ก้าวรุกของ “แอสคอน” ดูเหมือนเกินตัว ทั้งการเป้าซื้อกิจการรับเหมารวมถึงไล่ซื้อกิจการคอนโดมิเนียมที่มีปัญหาด้านการเงินมาพัฒนาต่อ ทุกคำถาม “พัฒนพงษ์ ตนุมัธยา” ซีอีโอแอสคอน คอนสตรัคชั่น พร้อมตอบ

ถือว่าเหนือความคาดหมายสำหรับ “แอสคอน” บริษัทรับเหมา ที่เคยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ทุนการเมือง” ขั้วไทยรับไทย เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว “แอสคอน” ถูกประเมินว่า ความยากลำบากทางธุรกิจจะชัดเจนขึ้น แต่ปรากฏการณ์กลับตรงข้าม ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา “แอสคอน”ภายใต้การบริหารของ “พัฒนพงษ์ ตนุมัธยา” เปิดเกมรุกอย่างมีนัยสำคัญ เค้าก้อนมหึมา “ประมูลรถไฟฟ้า” คือเป้าหมายใหญ่ ไม่ใช่แต่เท่านั้น “แอสคอน” ยังเตรียมไล่ซื้อกิจการอสังหาริมทรัยพ์ต่อเนื่อง บอกกันชัด ๆ ว่าต้องการ “โตทางลัด” โดยไม่เกี่ยงเรื่อง “เม็ดเงิน”

ซื้อบริษัทรับเหมาขนาดกลาง ซื้อกิจการคอนโดมิเนียมย่านรามคำแหง ของกลุ่มธีราสาสน์ ซื้อคอนโดมิเนียมหรู “อินสไปร์” ถนนพระราม 9 เล็งซื้อรีสอร์ท สปา-หรู หัวหิน อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมธุรกิจกับกลุ่มณุศาสิริ

                นี่คือความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามของบริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด ( มหาชน ) เพราะคงมีไม่กี่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดเกมรุกได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัวชัดเจน

                ยิ่งถ้ามองปูมหลังของ “แอสคอน” ด้วยแล้ว ยิ่งต้องมองความเคลื่อนไหวนี้ด้วยความแปลกใจ เพราะบริษัทรับเหมาขนาดกลางแห่งนี้มีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 กลุ่ม

                กลุ่มแรกคือตระกูล “ตนุมัธยา” ผู้ถือหุ้นดั้งเดิม ซึ่งขณะนี้คือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 32.30%

                ผู้ถือหุ้นอีก 25.31% คือ ตระกูล “วิไลลักษณ์” ของกลุ่มสามารถเทเลคอม ซึ่งรู้กันดีว่ามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มนักการเมือง “ขั้วไทยรักไทย” และแนบชิดกับก๊วน “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เป็นพิเศษ

                ที่สำคัญน้องสาวอดีตนายกฯ คนนี้ ยังเคยถือหุ้นอยู่ในแอสคอนด้วยซ้ำ

                นอกจากนั้น ยังมีชื่อของนักลงทุนระดับเซียน เครือญาตินักการเมืองอย่าง “ทวีฉัตร จุฬางกูร” ร่วมถือหุ้นอีก 9.75%

                เรียกว่าถึงแม้ “แอสคอน”ภายใต้การบริหารของพัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด ( มหาชน ) จะยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองขั้วเก่า แต่ภาพของแอสคอน ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกโยงใยกับ “ทุนการเมือง”

                การผงาดของ “แอสคอน” ในสถานการณ์ที่การเมืองเปลี่ยนขั้ว จึงเกิดคำถามตามาว่า หรือการไล่ซื้อกิจการขยายธุรกิจนี้ จะมี “เงา” ของขั้วเก่าอยู่เบื้องหลัง

                ไม่ว่าจะถูกตั้งข้อสังเกตอย่างไร “พัฒนพงษ์” ซีอีโอแอสคอน ยังคงยืนกรานกับกรุงเทพธุรกิจ Bizweek เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เขากล่าวกับสื่อว่า “แอสคอนไม่เกี่ยวข้องกับทุนการเมือง”

                พัฒนพงษ์บอกว่า แอสคอน ไม่ใช่ร่างทรงของใคร และแผนธุรกิจของแอสคอน วางเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าใน 3-5 ปีนี้ จะต้องโตให้ได้ปีละ 30-50% ผ่าน 4 แกนหลัก

                แกนแรก แตกไลน์ไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเห็นได้จากการเข้าซื้อกิจการหลายแห่ง

                แกนที่สองคือฐานธุรกิจเดิมซึ่งมีลูกค้าเก่าจำนวนมาก จากการเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างในสายอุตสาหกรรม

                แกนที่สาม ได้แก่ รุกประมูลโครงการรัฐและแกนที่สี่ คือ การขยายธุรกิจโดยเข้าไปรับเหมางานก่อสร้างในต่างประเทศ

                เขาบอกว่า การขยายธุรกิจใน 4 แกนหลัก เกิดจากการทบทวน “กลยุทธ์” ของบริษัท โดยเน้นการกระจายความเสี่ยง กระจายแหล่งที่มาของรายได้

                “เราไม่อยากพึ่งพิงฐานรายได้เดิมเท่านั้น ปีนี้เราก็เลยปรับนโยบายการบริหารจัดการโดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยง ต้นทุน และกระแสเงินสดมากขึ้น “พัฒนพงษ์กล่าว

                ในปีนี้ แอสคอนตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีการสร้าง Backlog หรืองานในมือ ในมูลค่า 5,000 ล้านบาท ขณะที่ในปัจจุบันมี Backlog อยู่แล้ว 3,200 ล้านบาท

                พัฒนพงษ์คาดการณ์ด้วยว่า ภายในเดือนพฤษภาคม จะมีการเซ็นต์สัญญาก่อสร้างเข้ามาอีก 400 – 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นงานสาธารณูปโภคภาครัฐ และงานคอนโดมิเนียมภาคเอกชน

                “เราจะเข้าประมูลงานใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ เพื่อรักษา Backlog ในระดับ 5,000 ล้านบาท ให้ได้ต่อเนื่อง 2 ปี ในแต่ละปีเราจะร่วมประมูลงานอย่างน้อย 10 – 20 โครงการ แต่ละโครงการมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ...” นั่นคือเป้าหมายของแอสคอน ที่พัฒนพงษ์ประกาศไว้ แต่จากการประเมินของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ภายในสิ้นปีนี้ แอสคอนอาจจะมี Backlog สูงเกิน 6 พันล้านบาทด้วยซ้ำ

                พัฒนพงษ์บอกว่า บริษัทตั้งเป้ารับรู้รายได้ปีนี้ 2,200 -  2,500 ล้านบาท หมายถึงว่าเติบโตขึ้นถึง 80% จากปี 2549 ที่มีรายได้เพียง 1,500 ล้านบาท

สำหรับการเข้าซื้อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของแอสคอน พัฒนพงษ์บอกว่า ในเบื้องต้นก็คือการตอบโจทย์แรก “แตกไลน์” กระจายความเสี่ยงพร้อม ๆ กับการเพิ่ม Backlog หรือมูลค่างานก่อสร้างในมือ

.               แผนที่จะซื้อรีสอร์ท-สปาหรู อ.หัวหิน บนเนื้อที่ 70 ไร่ มูลค่า 500 ล้านบาท จะเป็นโครงการต่อเนื่องจากที่ก่อนหน้านี้ได้ซื้อคอนโดมิเนียมย่านรามคำแหง ของกลุ่ม “ธีราสาสน์” หลังซื้อคอนโดอินสไปร์ พระราม 9 มูลค่ากว่า 400 งานรับเหมาก่อสร้างเป็น 5,000 ล้านบาท ภายในปีนี้

                มูฟเมนท์ในการเข้าซื้อกิจการของแอสคอนยังไม่หยุดแค่นี้ พัฒนพงษ์เปิดเผยว่า เขาเตรียมขยายการลงทุนสุ่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยตั้งงบประมาณการลงทุนไว้ถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าไปรื้อโครงการที่สร้างค้างและติดปัญหาการเงิน

                “ที่ผ่านมา เราใช้เงินไปแล้วกว่า 400 ล้านบาท ซื้อคอนโดมิเนียมอินสไปร์ พระราม 9 เป็นคอนโดมิเนียมระดับหรู สูง 18 ชั้น จำนวน 2 อาคาร ประมาณ 700 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 1,400,000 – 7,000,000 บาท ขณะนี้มียอดขายไปแล้วกว่า 70% ซึ่งหากพัฒนาเสร็จ ขายได้ 100%  ทางแอสคอนจะได้กำไรกลับคืนมาไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท แต่หากขายไม่หมดหรือขายเพียง 80 – 90% ส่วนที่เหลือ จะปรับมาเป็นการปล่อยเช่า ที่เขามองว่าตลาดเช่าย่านนั้นยังมีแนวโน้มดี”

 

                การวางเป้าหมาย 2 อย่างไปพร้อมกัน คือ ขยายธุรกิจก่อสร้าง ไปพร้อมแตกไลน์อสังหาฯคือ “กลยุทธ์” ที่พัฒนพงษ์มั่นใจว่าเดินมาถูกทาง

                “เราเน้นโครงการที่ซื้อมาแล้วใช้เวลาในการต่อยอด ทั้งงานก่อสร้างและการขายไม่นาน 7 – 8 เดือนจบ สามารถสร้างรายได้”

                เขาบอกว่าไม่คิดจะซื้อที่ดินเปล่าแล้วนำมาพัฒนาขายต่อ เพราะ “เสี่ยงเกินไป”

                ในมุมมองของพัฒนพงษ์ การซื้อกิจการ ไม่ได้มีเป้าหมาย เพื่อแตกไลน์ไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง ขณะเดียวกันก็ไม่ได้อยาก “ฮุบ” บริษัทรับเหมารายเล็ก

                จะว่าไปแล้ว ที่ต้องคิด 2 อย่างไปพร้อมกัน คือ เพิ่มงานและแตกไลน์อสังหาฯ เพราะแอสคอนคิดใหญ่กว่านั้น

                การไล่ “เทคโอเวอร์” บริษัทรับเหมา และโครงการที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เป็นเพียงแค่ “mean” หรือหนทางที่จะเดินไปสู่ “End” ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่เท่านั้น

                เป็นหนึ่งในกระบวนการ “แต่งตัว” เพื่อเตรียมพร้อมคว้าเค้กก้อนใหญ่ คือ งานประมูลโครงการก่อสร้าง “รถไฟฟ้า”

                “แอสคอนค่อนข้างมีปัญหาในเรื่องของผลงานที่ใช้อ้างอิง เราเลยเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทรับเหมาก่อสร้าง และไปซื้อสัญญาโครงการมาทำต่อ”

                ถามว่า ...วันนี้ “แอสคอน” สร้างโพรไฟล์พอหรือยัง พัฒนพงษ์บอกว่า เขา “ปลดล็อก” ได้แล้ว

                “เห็นได้จากเราชนะประมูลโครงการก่อสร้างบ้านธนารักษ์ ของกรมธนารักษ์ นนทบุรี เป็นอาคารชุดพักอาศัยสูง 8 ชั้น 8 อาคาร มูลค่ากว่า 494 ล้านบาท เรียกว่าเป็นโครงการแรกที่ได้เพิ่มอีกหนึ่งโครงการที่ภูเก็ต มูลค่า 200 ล้านบาท”

                นอกจากโพรไฟล์ด้าน “ผลงาน” อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวเพื่อเป้าหมายประมูลรถไฟฟ้า ก็คือ การเซ็น MOU กับบริษัทดิวิดัก อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช ซึ่งเป็นบริษัทลูกของสตราบัก เอสอี ( STRABAG SE) ยักษ์ใหญ่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างากเยอรมนี ซึ่งมีรายได้จากงานก่อสร้างกว่า 3 แสนล้านบาท/ปี

                การเซ็น MOU ระบุชัดว่า เพื่อเข้าร่วมประมูลก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า 5 สาย มูลค่า 1.6 – 1.7 หมื่นล้านบาท ของรัฐบาลในนามกิจการร่วมค้า โดยแอสคอนถือ 35% พันธมิตร สตราบัก ถือ 65%

            งานนี้นอกจากจะได้พันธมิตรแล้ว ยังมีดีกรี “โนว์ฮาว” เยอรมนีการันตีโอกาสที่จะได้งานรถไฟฟ้ามากขึ้นไปอีก

                “การผนึกกับสตราบัก เรามอง 2 อย่าง คือ รุกเข้าสู่งานประมูลโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า 5 สาย และยังเตรียมสยายปีกไปรับงานต่างประเทศด้วย”

                สตราบัก จะเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ( Strategic Partner ) ของแอสคอนอีกราย ที่สามารถเกื้อกูลกันได้ ทั้งในธุรกิจแกนที่ 3 คือโปรเจครัฐ และแกนที่สี่คือรับเหมาโครงการในต่างประเทศ

                พัฒนพงษ์ขยายความว่า เขาจะใช้กิจการร่วมค้าที่จัดตั้งขึ้น ไปประมูลงานขนาดใหญ่อื่น ๆ โดยเน้นงานขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท และเป็นงานในต่างประเทศ

                ล่าสุดกิจการร่วมค้าเซ็นสัญญางานก่อสร้างโรงแรม 16 แห่ง ของกลุ่มแอคคอร์ในเวียดนามมูลค่า 10,000 ล้านบาทไปแล้ว คาดว่าจะศึกษาโครงการเสร็จ และเริ่มก่อสร้างได้ในไตรมาส 3

                การรุกสู่งานก่อสร้างเวียดนามนี้ แอสคอนถือหุ้น 40% ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มูลค่างานที่จะสร้างรายได้เข้าแอสคอนจะเพิ่มเข้ามาถึง 4,000 ล้านบาท

                ยังไม่นับรวมแผนต่อไปที่จะเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างในโครงการระบบสาธารณูปโภคในเวียดนาม

                อาจบอกได้ว่า “เวียดนาม” เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายในการจับมือกับพันธมิตรเยอรมนี ขณะที่พันธมิตรดั้งเดิม ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแอสคอนอยู่แล้วอย่างกลุ่มสามารถของตระกูลวิไลลักษณ์ จะเป็นกลจักรสำคัญในการเปิดเกมรุกในตลาดกัมพูชาซึ่งกลุ่มสามารถมีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง

                คีย์แมนที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างแอสคอนและกลุ่มวิไลลักษณ์ คือ สมบัติ อุทัยสาง ประฐานคณะกรรมการของแอสคอน และอดีตประธานกรรมการเร่งรัดการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิคนนี้ ยังนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานกรรมการที่ปรึกษาของสามารถคอร์ปอเรชั่น

                “กลุ่มสามารถมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่กัมพูชาอยุ่แล้ว รับงานรีสอร์ทที่ระยอง เราก็ตามไปดู ตามไปทำ เรื่องของงานก่อสร้างอสังหาฯ เขาก็มาเรียกใช้เรา ส่วนเรื่องในอนาคตก็ค่อยมาคุยกันว่าจะเอาอย่างไร กลุ่มสามารถมีความสัมพันธ์กับหลายประเทศ เราก็จะตามเขาไป เช่นเน็ตเวิร์คกลุ่มสามารถในกัมพูชาที่มีมานาน เราก็ได้เข้าไป รับงานปรับปรุงถนนในกัมพูชา สัญญาระยะยาว 30 ปี เฉลี่ยรายได้น่าจะได้ 300 – 400 ล้านบาท เป็นการปรับปรุงไปเรื่อย ๆ แต่โครงการนี้ยังไม่สรุป แต่มีแนวโน้มเป็นบวกว่าน่าจะได้”

                ไม่ใช่แค่ในกัมพูชาเท่านั้น บนเครือข่ายของกลุ่มสามารถ พัฒนพงษ์บอกว่า แอสคอนยังคิดขยายไปสู่ประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศในตะวันออกกลาง

                “เราจะเลือกเฉพาะประเทศที่ทางกลุ่มสามารถมีคอนเนคชั่นที่ดีก่อน พูดง่าย ๆ ช่วยให้ทำการค้าง่ายขึ้น ประเภททให้หิ้วกระเป๋าเดินเข้าไป เราไม่เอา”

                ดูเหมือนว่าแอสคอนวางแผนการเติบโตอย่าง “บูรณาการ” ทีเดียว เพราะธุรกิจใหม่ ๆ ทั้ง 3 แกน คือ อสังหาฯ ประมูลงานรัฐ และการเติบโตในต่างประเทศ ถูกวางกลยุทธ์ไว้อย่างเชื่อมโยงกัน ซึ่งแน่นอนว่า แนวทางดังกล่าวต้องเป็นรายที่มี “ทุนหนา” เท่านั้นที่ทำได้